จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันศุกร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

10 อันดับขุมทรัพย์อมตะ

อันดับ 10 : ขุมทรัพย์เรือเอล ซาลวาดอร์ (EL Salvador Shipwreck : Beaufort, North Carolina)



 ตามเส้นทางเดินเรือของโคลัมบัส ซากเรือที่จมดิ่งกลางมหาสมุทรใกล้ชายฝั่งที่บรรทุกสัมภาระล้ำค่า ซ่อนสมบัติไว้อย่างมหาศาล บ 16 ใบกับ เหรียญเงิน 44,000 เหรียญ บ 4 ใบบรรจุทอง และมณีมรกตมาด้วย มูลค่ามันจะเท่าไหร่? อย่างน้อยๆก็เกือบครึ่งล้านเหรียญ ก่อนถึงที่หมาย มันอับปางลง... จุดสีเขียวเราพบข้าวของที่คาดกันว่าเกี่ยวข้องกับซากเรือลำนั้น ฟิล มาสเตอร์ หนึ่งในผู้ที่สนใจไขความลับของขุมสมบัติ เขาใช้ แม็กเนโตมีเตอร์ เป็นเครื่องตรวจจับโลหะ และความผิดปกติบริเวณใกล้ซากเรือ เขาตั้งใจจะพิชิต เอล ซาลวาดอร์ ให้ได้ แม้จะไม่ได้อะไรกลับ มาเลยก็ตาม
อันดับ 9 :ภาพเขียนจากพิพิธภัณฑ์การ์ดเนอร์ (Gardner Museum Art Heist : Boston, Massachusetts)

ในอเมริกามีที่ซ่อนของไว้มากมาย และที่บอสตัน คือสถานที่ต่อไปที่จะไปกัน สมบัติล้ำค่าพร้อมรางวัลค่าเหนื่อย นักสืบโรเบิร์ต สปิล คือผู้ที่กำลัง เสาะหา ภาพเขียนของจิตรกรเอกชาวดัทช์ 3 ภาพสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ภาพวาดที่มีราคากว่า 300 ล้านเหรียญกับเงินรางวัล 5 ล้านเหรียญ นั่นคืองานค้นหาของ สปิล ที่เขาต้องใช้ทฤษฎี และหลักจิตวิทยาเพื่อช่วยในการค้นหา มันคงวนเวียน อยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกใบนี้
อันดับ 8 : ลายแทงเหมืองทองดัทช์แมน (Dutchman Goldmine : Apache Junction, Arizona)
ขุมทรัพย์ที่อันตรายที่สุดในโลก เราต้องการนักล่าสมบัติที่กล้าเท่านั้น เทือกเขาซูเปอร์สติชั่นอันร้อนระอุแห่งอริโซน่าที่แฝงไปด้วยความอันตราย เหมืองทองคำมูลค่าถึง 200 ล้านเหรียญ... เชื้อเชิญนักขุดทองเข้าไปใกล้ๆ ตำนานรหัสลับของเหมืองทองที่ปัจจุบันยังไม่คลี่คลาย นักล่าสมบัติ รอน เฟลด์แมน และเดวิด ฮินช์คลิฟ ทำการสำรวจเทือกเขาอันตราย ถึงแม้การตามล่าลายแทงสมบัติของพวกเขาในครั้งนี้สูญเปล่า แต่ทฤษฎี และข้อสันนิษฐานที่ได้ของทั้งคู่จะเป็นแนวทางที่ดีของการ เริ่มต้นค้นหาใหม่ในครั้งต่อไป
อันดับ 7ลายแทงขุมทรัพย์ไฮเทค (Geocaching for Treasure : Seattle, Washington)
ไม่มีใครบังคับ คุณอยากจะเริ่มสตาร์ทเกมเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะนี่คือขุมทรัพย์ของโลกไซเบอร์ จีโอแคชชิ่งเกม เกมนักแกะรอย เหมาะกับพวกที่ชอบ เสี่ยง และการผจญภัยอย่างมีไหวพริบ จีโอแคชชิ่ง รวมการผจญภัยกลางแจ้งเข้ากับซอฟ์ทแวร์ที่เป็นระบบจีพีเอส ใส่ลงในอุปกรณ์เล็กๆ ที่ช่วยค้น หาพิกัดที่ซ่อนของขุมทรัพย์ มันเหมือนเข็มทิศที่จะช่วยคุณๆ ให้พบกับสถานที่ซ่อน ซึ่งของในนั้นอาจเป็นได้ตั้งแต่เครื่องประดับจุกจิก ของเล่น แปลก ๆ หรือเงินสด เจเรมี ไอริช ผู้ที่คิดค้นเกมชนิดนี้ เขาสร้างสถานการณ์จริงให้คนเข้าไปค้นหา และติดตามที่ซ่อนขุมสมบัติเล็กๆ โดยมีเครื่องมือ บอกทางขนาดเท่าฝ่ามือ การหาขุมทรัพย์แบบใหม่นี้จะยาก หรือง่ายขึ้นอยู่กับตัวคุณ อย่าแปลกใจเพราะมันเป็นแค่เกมสนุกๆ เท่านั้น
อันดับ 6 : ลายแทงเหมืองโร้ดส์ (Lost Rhoads Mines : Uinta Mountains, Utah)
ถ้าไม่มีทอง เราจะเรียกหาขุมทรัพย์ไปได้อย่างไร พร้อมหรือยังที่จะเดินทางเข้าสู่เขตเหมืองแร่อันเก่าแก่ ที่ซ่
อนขุมทรัพย์มหาศาลเอาไว้ เทือกเขา ยูอินตา... ทางเดินลับแลที่ทำให้ใครต่อใครต้องหยุดเดินกลางคัน แหล่งทองคำที่พร้อมเป็นของใครก็ตามที่หาพบ จุดที่ไม่มีทางเข้าถึง หนทางอัน วิบาก แม้จะมีข้อสันนิษฐานมากมายถึงที่ซ่อน แต่ถ้าได้เจอเส้นทางเดิน คุณอาจต้องคิดอีกครั้ง ขุมทรัพย์ที่ไม่มีวันหาเจอนี้ ดั๊ก เออร์มันเทราท์ และคาเรน เอลบี้ คือหน่วยกล้าตายที่อยากเข้าไปพิสูจน์ พวกเขาเลือกสำรวจเหมืองทางปลายสุดด้านตะวันออกของเทือกเขา การเดินทางเต็มไปด้วยความ ตื่นเต้น ไม่มีอะไรที่จะวัดใจพวกเขาไปได้ดีเกินกว่าทองคำที่ กองอยู่มากมายมหาศาลตรงหน้า

อันดับ 5 :รูปปั้นแม่พระมาดอนน่าเงิน (Silver Madonna : Charleston, New Hampshire)
โจรย่อมเสียทีอะไรง่ายๆ เสมอ แต่นั่นก็ทำให้เราเสียของศักดิ์สิทธิ์ไปด้วยเช่นกัน เทือกเขานิวแฮมป์เชียร์ เทือกเขาที่ฝังร่างของเหตุการณ์สำคัญ ในวันนั้นเอาไว้ ร่างหนึ่งคือ รูปปั้นแม่พระมาดอนน่าอันศักดิ์สิทธิ์ ส่วนอีกร่างคือ หัวขโมยที่ต้องมาจบชีวิตในที่แห่งนี้ รูปปั้นแม่พระมาดอนน่าแห่ง โบสถ์เซนต์ฟรานซิส ที่เหล่าทหารของผู้พันโรเบิร์ต โรเจอร์ ได้ขโมยไป คือสมบัติศักดิ์สิทธิ์ของชาวอินเดียนแดง การไล่ล่าทำให้พวกผู้ร้ายจนมุม ที่เทือกเขา แล้วพวกมันก็ได้ทิ้งปริศนาที่ซ่อนรูปปั้นเงินแม่พระมาดอนน่าไว้ด้วย บัดนี้ สมบัติชิ้นนี้ถูกขโมยไป และหายสาบสูญ เป็นไปได้หรือไม่ ที่จะมีซักวันที่หาพบ...
อันดับ 4 : มันนี่พิต (The Money Pit : Oak Island, Nova Scotia)
กับดักโจรสลัด เหมืองโบราณที่ฝังอยู่ใต้ดินลึกโดยไม่มีช่องทางเข้าถึง ป้อมฟอร์ทน็อกซ์ ที่เกาะโอ๊คไอแลนด์ เกาะที่ล้อมรอบด้วยเวิ้งเล็กๆ ที่ เงียบสงบ ขุมทรัพย์โจรอันน่าทึ่ง ตำนาน "บ่อเงินมันนี่พิต" แห่งนี้ถูกขุดลงไปจนลึกถึง 90 ฟุต และฝังชั้นยกพื้นโดยเว้นช่วงห่างกันทุก ๆ 10 ฟุต นี่คือกับดักชั้นยอด เพราะการเคลื่อนย้ายชั้นยกพื้นจะทำให้กลไกต่างๆ เริ่มทำงาน น้ำจะท่วมมิดบ่อเงิน! ปริศนาแสนแปลกที่ จิม ฮาร์วี่ พยายาม ทดลอง และพิสูจน์อยู่หลายครั้ง ลายแทง เครื่องหมายบางอย่างบนก้อนหิน คำสาบแช่ง จะเป็นตัวปิดบังความลับของที่ซ่อนสิ่งมีค่าหรือไม่... ยังไม่มีใครรู้
อันดับ 3 :
ขุมทองแคลิฟอร์เนีย (California Gold : Sonora, California)
โซ โนร่า แคลิฟอร์เนีย เป็นที่ที่หนึ่งที่ดีที่สุดสำหรับการเสี่ยงโชค เพราะทุกๆ ย่างก้าวมีเดิมพันรออยู่ ผู้ที่หลงใหลในสิ่งล้ำค่า หรือนักตื่นทองฟัง ทางนี้... คุณจะได้ค้นพบขุมทรัพย์ของจริง ทองคำบริสุทธิ์ ที่ลำธารเชิงเขา เซียร์ร่า เนวาด้า จุดที่ผู้แสวงหาโชคชอบมาร่อนทอง 300 ไมล์ตลอดแนว มีแร่ทองคำอยู่เป็นจำนวนมาก คุณจะพบทองง่ายๆ เหมือนดั่ง 2 พ่อลูกคู่นี้ ริต้า ฟลอยด์ และมาริโอ้ พวกเขามีสิทธิ์เข้าสำรวจที่ดินในบริเวณนี้ด้วย เครื่องมือไม่กี่ชนิด ที่สามารถเปลี่ยนผู้ที่มาพบให้เป็นคนละคนได้ในพริบตา คุณเองก็อย่ารอช้า เพราะถ้าคุณเจอคุณก็รับไปเต็มๆ
อันดับ 2: ซากเรือซานมิเกล (San Miguel Shipwreck : Fort Pierce, Florida)
ใต้ ห้วงท้องทะเลลึก สมบัติล้ำค่าฝังอยู่ในนั้น เมื่อเรือซานมิเกลล่มกลางมหาสมุทร สัมภาระ และสิ่งของต่างๆ ก็จมลงไปด้วย คาดเดากันว่า ทองคำ เพชรพลอย ทรัพย์สมบัติส่วนตัวของพ่อค้า มีมูลค่าสูงถึง 10 ล้านเหรียญเลยทีเดียว ด้วยโจทย์ที่น่าดึงดูดเช่นนี้ นักล่าสมบัติจากเรือซานมิเกลคือ ผู้หนึ่งที่ต้องการจะพบสมบัติก่อน ทอม ไกดัส และร็อบ เวสตริก 2 หุ้นส่วน กับการหาของมีค่าจากซากเรือ

อันดับ 1 :เงินค่าไถ่ของ ดี บี คูเปอร์ (D.B.Cooper's Ransom Money : Portland, Oregon)
อะไร จะพิสดารกว่านี้อีก การปล้นลอยฟ้าที่เจ้าโจรได้เงินสด ไปถึง 2 แสนเหรียญ ก่อนจะกระโดดออกสู่ท้องฟ้าครึ้มพายุที่ความสูง 10,000 ฟุต แม้ การปฏิบัติการที่บ้าบิ่นจะทำให้โจรรายนี้หายสาบสูญไป แต่ผู้คนก็ยังคงตามล่า เงินค่าไถ่ของ ดี บี คูเปอร์ เป็นไปได้หรือที่ ดี บี คูเปอร์ จะรอด และ ฮุปเงินไปทั้งหมด หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นมา 9 ปี เงิน 5,800 เหรียญถูกพบในสภาพฝังอยู่ในสันทรายกลางแม่น้ำโคลัมเบีย ปริศนาเงินค่าไถ่ของ ดี บี คูเปอร์ จึงเริ่มขึ้น สมมติฐานต่างๆ จากความบ้าบิ่นกลางเวหาครั้งนั้น ทำให้ เจอรี่ โธมัส พยายามสืบหาเงินที่เหลือให้ได้ เขาคิด และคาดเดา เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไปต่างๆ นานา เขาทดลองกับสถานการณ์ที่เขาตั้งขึ้น และทุกครั้ง เจอรี่ ก็ได้คำตอบที่ใกล้เข้าไปทุกที นี่อาจเป็นการค้น พบขุมทรัพย์ และได้คลี่คลายคดีครั้งสำคัญก็ได้



วันพุธที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

คิดสักนิดก่อนจะเลี้ยงสุนัข !!

     เมื่อคุณตัดสินใจที่จะเลี้ยงสุนัขขึ้นมาสักตัว สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงก็คือ ความพร้อม ทั้งในเรื่องการให้เวลาในการดูแลเอาใจใส่กับสุนัข, สถานที่เลี้ยง, จุดประสงค์ในการเลี้ยง เช่น นำมาเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนเล่น หรือ เลี้ยงไว้เพื่อเฝ้าบ้าน เพราะหากคุณต้องการนำสุนัขมาเลี้ยงเพื่อแก้เหงาและเป็นเพื่อนเล่น ก็ควรจะเลือกสุนัขพันธุ์ที่ใจดี ขี้เล่น อย่างเช่นพันธุ์โกลเด้น รีทีฟเวอร์ หรือ ลาบาดอร์ รีทีฟเวอร์ แต่หากบ้านคุณไม่มีพื้นที่มากพอที่จะเลี้ยงสุนัขตัวใหญ่ ก็อาจจะมองหาพันธุ์เล็กแทน เช่น พุดเดิ้ล ชิสุห์ หรือ บีเกิ้ล แต่การจะเลี้ยงสุนัขสักตัวนั้น คุณจำเป็นต้องเรียนรู้และเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะนิสัยของมัน เพราะสุนัขแต่ละสายพันธุ์ย่อมมีนิสัยที่แตกต่างกันออกไป และเพื่อการเลือกสุนัขให้เหมาะสมกับผู้เลี้ยงมากที่สุด ผู้เลี้ยงจึงควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้

1. ขนาดของสุนัข

        สุนัขมีด้วยกันมากกว่า 400 สายพันธุ์ ในเมืองไทยเรามีการนำเข้าสุนัขต่างจากประเทศน่าจะอยู่ประมาณ
30 - 40 สายพันธุ์ โดยเราจะแบ่งออกสุนัขตามขนาดแบบง่ายๆ เริ่มจาก

        - ขนาดเล็ก คือ size S ซึ่งมีด้วยกันหลายสายพันธุ์ น้ำหนักตัวไม่เกิน 10  กิโลกรัม อย่างพันธุ์ยอร์คเชีย เทอเรีย พันธุ์ชิวาวา พันธุ์มิเนียเจอร์ พินเชอร์ พันธุ์ชิห์สุ สุนัขสายพันธุ์เล็กก็เหมาะสมกับบ้านขนาดเล็กและเหมาะกับผู้ใหญ่เลี้ยง มากกว่าเด็กเลี้ยงเพราะรูปร่างที่เปราะบางและมีโอกาสบาดเจ็บได้ง่าย ต้องอาศัยคนคอยทะนุถนอมถึงจะเลี้ยงได้ดี

        - ขนาดปานกลาง size M สุนัขน้ำหนักอยู่ระหว่าง 11-20 กิโลกรัม สุนัขในกลุ่มน้ำหนักตัวขนาดนี้ก็มีมากมายเลยทีเดียว อย่างพันธุ์อิงลิช คอกเกอร์ สเปเนียล พันธุ์บัสเซท ฮาวน์ด พันธุ์ปั๊ก พันธุ์บอสตัน เทอเรีย พันธุ์เฟรนด์ บลูด๊อก สุนัขในกลุ่มนี้จะมีขนาดใหญ่ขึ้นมาหน่อย มีความอดทนแข็งแรงมากขึ้นและสามารถเลี้ยงกับเด็กๆ ได้ เหมาะสมกับบ้านขนาดเล็กอย่างทาวน์เฮาส์ หรือตึกห้องแถว

        - ขนาดใหญ่ size L สุนัขน้ำหนักตัวระหว่าง 21 -45 กิโลกรัม สุนัขในกลุ่มน้ำหนักตัวขนาดนี้เป็นสายพันธุ์ที่นิยมในบ้านเรามากที่สุด เช่น พันธุ์โกลเดน รีทีฟเวอร์ พันธุ์ลาบราดอร์ รีทีฟเวอร์ พันธุ์ร๊อทไวเลอร์ พันธุ์เยอรมัน เชพเพริด สายพันธุ์ในกลุ่มเหล่านี้เหมาะกับประโยชน์หลายๆ อย่าง ตัวโตน่าเกรงขาม ตัวโตน่ากอด ดีใจและมีระเบียบ ทำงานได้แทนคน เหมาะสมกับบ้านที่มีพื้นที่

        - ขนาดยักษ์ size XL สุนัขน้ำหนักตัวระหว่าง 46 กิโลกรัมขึ้นไป สายพันธุ์ที่มีให้เห็นในบ้านเราอย่าง พันธุ์เซนต์เบอร์นาร์ด พันธุ์เกรทเดน พันธุ์ฟิล่า บราซิลเรโล พันธุ์นโปเลียน มัสตีฟ สุนัขกลุ่มนี้ตัวใหญ่โตมากทีเดียว เหมาะสมกับบ้านที่กว้างมาก เป็นทุ่ง เป็นฟาร์ม หรือเป็นโรงงาน

2. ชนิดของขนสุนัข

        ขนของสุนัขมีด้วยกันมากมายหลายประเภท เริ่มตั้งแต่ขนสั้นเตียนกำมะหยี่ ขนสั้นธรรมดา ขนลวดและขนยาวเป็นเส้นไหม ขนยาวสองชั้น ที่ต้องสนใจและต้องคิดเพราะสุนัขจะสวยหรือไม่ก็ต้องมาดูที่ขนกันนี่ล่ะ และถ้าอยากให้สุนัขสวยเราก็ต้องมีทั้งเวลาที่จะดูแลสุนัข ซึ่งเรื่องเหล่านี้จะสอดคล้องกับนิสัยของเราด้วย เช่น ถ้าเป็นคนง่ายๆ สบายๆ เลี้ยงสุนัขพันธุ์ขนสั้นตัวโตอย่าง ลาบราดอร์ รีทีฟเวอร์  ถ้าชอบสุนัขตัวเล็กขนสั้นก็อย่างพันธุ์บีเกิ้ล  ชอบพันธุ์ขนลวดก็พูเดิ้ล มีให้เลือกทุกขนาด นอกจากนี้ก็ยังมีพันธุ์ชเนาเซอร์ พวกขนยาวตัวเล็กอย่างชิห์สุ มอลทีส ยอร์กเชีย เทอเรีย ส่วนพวกขนเตียนก็อย่างดัลเมเชียน บอกเซอร์ โดเบอร์แมน ชาร์ไป่  ไม่มีขนให้วุ่นวายก็พันธุ์ ไชนิส เครส  ข้อที่ควรทราบอย่างหนึ่งคือยิ่งเราเลี้ยงสุนัขพันธุ์ที่มีขนยาวเท่าไหร่ เราจะต้องมีเวลาในการดูแลรักษาขนของสุนัขมากเคุณั้นเพราะฉะนั้นโปรดคิดดูให้ ดีว่าเรามีเวลาหรือไม่

3. นิสัยใจคอของสุนัข

        สุนัขเป็นสัตว์ที่มนุษย์เราทำการผสมพันธุ์คัดสายพันธุ์เพื่อให้มาอยู่กับเรา อย่างเหมาะสมที่สุด คนเรายังมีนิสัยใจคอต่างกัน แต่สำหรับสุนัขถ้าเป็นสายพันธุ์นี้จะมีนิสัยโดยรวมเป็นอย่างนี้เราสามารถ ทำนายได้อย่างแม่นยำ ด้วยเหตุนี้ก่อนที่เราจะเลือกเอาสุนัขไปเลี้ยงเราก็ต้องมาทราบลักษณะนิสัย ของสุนัขพันธุ์ที่จะเลี้ยงก่อน พันธุ์ไหนใจดี พันธุ์ไหนชอบเด็ก พันธุ์ไม่ชอบเด็ก พันธุ์ดุ พันธุ์ไหนมีระเบียบวินัยมาก สิ่งเหล่านี้ล่ะที่เราต้องนำมาพิจารณาด้วย สุนัขพันธุ์ที่ใจดีชอบเด็กก็มีมากมาย เช่น พันธุ์ปั๊ก พันธุ์บีเกิล พันธุ์ชิห์สุ พันธุ์โกลเด้น รีทีฟเวอร์ พันธุ์ลาบราดอร์ รีทีฟเวอร์  พันธุ์ที่นิ่งๆ เฉยๆ ชอบอยู่เงียบคนเดียว อย่าง พันธุ์เชาว์ เชาว์ พันธุ์ชาร์ไป่ พันธุ์ที่ดุและเป็นระเบียบวินัยสูง อย่างพันธุ์ร๊อทไวท์เลอร์ พันธุ์เยอรมัน เชพเพริดร์ พันธุ์โดเบอร์แมน

4. กิจกรรมของคุณกับสุนัขมันสอดคล้องกันไหม

        อันนี้สำคัญมากเช่นกันเพราะสุนัขแต่ละสายพันธุ์ก็จะชอบกิจกรรมต่างกันไปตาม สายพันธุ์ ,นิสัย และตามความจำเป็นของร่างกายเค้า ซึ่งถ้าเค้าทำกิจกรรมในแต่ละวันแล้วมัน สามารถทำให้คุณมีความสุขด้วยอันนี้คงจะดีที่สุด ยกตัวอย่าง เราเลี้ยงสนัขพันธุ์เล็กอย่างชิห์สุ กิจกรรมที่สุนัขทำอาจจะเพียงนอนอยู่ใกล้ตัวคุณ ดูทีวีกับคุณ ไปไหนก็ไปด้วยออกกำลังกายกสามารถทำได้ทันทีไม่ต้องเอาไปนอกบ้านเพราะสุนัขมีขนาดเล็กคุณเองก็มีเวลาเพียงแถมมีเวลาแปรงขนเพลินๆ เวลาที่นั่งใกล้ๆ กันอย่างนี้ล่ะดีเยี่ยม หรือสุนัขบางพันธุ์อย่างสุนัขพันธุ์ใหญ่อย่างโกลเด้น รีทีฟเวอร์ ผู้เลี้ยงก็ต้องทราบว่าสุนัขพันธุ์ใหญ่ควรจะได้ออกกำลังกายเพราะจะได้มี การบริหารข้อกระดูกและกล้ามเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของร่างกาย เพิ่มความอดทนของการทำงานของหัวใจอย่างนี้ล่ะก็เจ้าของก็ต้องพาสุนัขออก กำลังกายวิ่งเล่นกันต่อเนื่องวันหนึ่งประมาณ 20 นาที ถ้าคุณทำไม่ได้ คุณไม่ชอบไม่นึกว่าจะต้องทำ สุนัขเองอาจจะอ้วนไว น้ำหนักตัวเกินมาตรฐานทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บตามมาได้

5. เวลาที่มีให้สุนัข

        หัวใจของการเลี้ยงสุนัขให้ได้ดีก็คือ การมีเวลามาใส่ใจดูแลสุนัขของตนเอง สุนัขของเราเราก็ต้องสั่งสอนเค้าด้วยตนเองถึงจะดีที่สุด สุนัขเป็นสัตว์ที่ซื่อสัตย์และรักเจ้ามาก ถ้าเราเป็นเจ้าของที่ดีมอบความรักให้สุนัขของเราอย่างจริงใจและตั้งใจ สุนัขเองก็จะมอบความรักกลับมาให้อีกมากมายหลายเท่า เวลาที่เราจะมอบความรักให้สุนัขมากน้อยกว่านี้ขึ้นกับอะไรหลายๆ อย่างเช่น เวลาที่เราต้องมาดูแลรักษาสุขภาพของสุนัขหวีขน แปรงขน แปรงฟันให้สุนัข พาจูง พาวิ่ง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราต้องมาจัดสรรเวลาให้สุนัขของเรา ให้ข้อสังเกตนิดว่า สุนัขพันธุ์เล็กและขนยาวจะต้องให้เวลาเอาใจใส่ในความสวย งามมากๆ อย่างถ้าเลี้ยงยอร์คเชีย เทอเรีย เลี้ยงชิห์สุ ต้องมีเวลาแปรงขน ผูกจุกทุกวัน แต่ถ้าคุณเลี้ยงพันธุ์ปั๊ก พันธุ์ชิวาวาหรือพันธุ์มิเนียเจอร์ พินเชอร์ คุณแทบไม่ต้องเสียเวลาในการจัดแปรงขน เพราะสุนัขเหล่านี้ขนสั้นจึงไม่มีปัญหา

6. การใช้ประโยชน์จากสุนัข

        เราเลี้ยงสุนัขเพื่อต้องการประโยชน์อะไรจากเค้า ถ้าเพื่อนเป็นเพื่อนแก้เหงาสามารถใช้ได้ทุกพันธุ์ ถ้าเพื่อเฝ้าบ้านก็ต้องเลือกพันธุ์ที่มีสัญชาตญาณในการหวงแหนที่อยู่อาศัย และมีระเบียบวินัย เชื่อฟังคำสั่งเรา เนื้อตัวน่าเกรงขาม อย่าง พันธุ์รอทไวท์เลอร์ พันธุ์บางแก้ว พันธุ์เยอรมัน เชพเพริด ถ้าเราต้องการเลี้ยงเพื่อนเป็นคนแก่ เด็กหรือคนพิการก็พันธุ์โกลเด้น รีทีฟเวอร์ พันธุ์ลาบราดอร์ รีทีฟเวอร์ พันธุ์คอลลี่ ถ้าต้องให้ช่วยล่าหนูก็ต้องพวกพันธุ์ดัชชุน พันธุ์บางแก้ว

7. สถานภาพทางการเงินของผู้เลี้ยง

        ข้อสุดท้ายเป็นข้อที่สำคัญเช่นกันเพราะการเลี้ยงดูสุนัขเราปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องมีค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดู ค่าอาหาร ค่ายา ค่าสัตวแพทย์ ค่าตรวจดูแลรักษาสุขภาพ ค่าขนส่ง ถ้าเราไม่ได้ฉุกคิดก่อนเลือกเราอาจจะต้องเลี้ยงสุนัขด้วยความลำบากเพราะ สุนัขจะต้องกินอาหาร ต้องตัดขน ต้องฉีดยาตามอายุที่เหมาะสมหมุนเวียนกันไป การเลี้ยงสุนัขสายพันธุ์เล็กจึงประหยัดกกว่าการเลี้ยงสุนัขสายพันธุ์ใหญ่และ ถ้าเทียบในกลุ่มเดียวกันจะพบว่าการเลี้ยงสุนัขขนสั้นจะเลี้ยงง่ายและประหยัด การกว่าสุนัขขนยาวเช่นกัน

        โดยเมื่อพิจารณาข้อความข้างต้นทั้งหมดแล้ว ก็คงจะพอช่วยให้คุณตัดสินใจได้แล้วว่าคุณพร้อมที่จะเลี้ยงสุนัขแล้วหรือยัง และถ้าคุณมีความพร้อมแล้ว คุณเหมาะสมที่จะเลี้ยงสุนัขพันธุ์ไหน ต่อไปจะเป็นการแนะนำหลักการง่ายๆ ที่ควรพิจารณาก่อนที่จะเลือกซื้อลูกสุนัข นั่นก็คือ ลูกสุนัขที่คุณจะเลือกควรมีลักษณะนิสัยที่ร่าเริง อยากรู้อยากเห็น ไม่ตึงเครียด ไม่กลัวคนแปลกหน้า ซึ่งอาการเหล่านี้บ่งบอกถึงลักษณะความเชื่อมั่นในตัวเอง แต่ถ้าลูกสุนัขมีความเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไป ก็อาจกลายเป็นสุนัขดื้อในอนาคตก็ได้

การตรวจดูลูกสุนัขก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ

1) ลูกสุนัขต้องมีดวงตามีประกายแจ่มใส สีถูกต้องตามลักษณะ ไม่มีขี้ตา รวมทั้งอาการอักเสบระคายเคือง
2) ใบหูด้านในทั้งสองด้านมีสีชมพู ไม่มีกลิ่นเหม็น ไม่มีสะเก็ดซึ่งอาจเป็นเพราะมีไรหูหรือความผิดปกติอย่างอื่น
3) ผิวหนังไม่มันเยิ้มหรือแห้งเป็นสะเก็ดสุนัข ไม่มีแผลหรือก้อนนูนที่ผิวหนัง ขนแข็งแรงไม่หลุดร่วงง่าย
4) เหงือกมีสีชมพูและไม่มีกลิ่น ฟันมีสีขาวเรียงตัวสวย ขบกันสนิทพอดี
5) บริเวณทวารหนักควรสะอาดและแห้ง ไม่มีลักษณะท้องเสียหรือมีสิ่งผิดปกติออกมาจากอวัยวะเพศ
6) เมื่อยกสุนัขขึ้นควรรู้สึกหนัก สุนัขไม่ดิ้นรน บ่งบอกว่าเป็นสุนักที่เชื่อฟังคำสั่งที่ดี

การประเมินนิสัยลูกสุนัข

        เริ่มดูจากแม่ซึ่งสามารถบอกนิสัยของลูกได้ จากนั้นดูพฤติกรรมลูกสุนัขต่อตัวอื่นๆในครอกเดียวกัน บางตัวมีนิสัยก้าวร้าว ในขณะที่บางตัวมีลักษณะยอมจำนน ซึ่งทั้งสองประเภทอาจเป็นสุนัขที่มีปัญหาเมื่อโตขึ้น

        โดยไม่ว่าจะเป็นสุนัขพันธุ์ไหนก็ตาม มันจะเป็นเพื่อนที่ดี ซื่อสัตย์กับเราและอยู่กับเราตราบเท่าชีวิตของมัน ดังนั้นผู้ที่เป็นเจ้าของสุนัข ก็ควรจะให้ความรักและความเอาใจใส่ สุนัขของท่าน คอยดูแล หมั่นอาบน้ำ แปรงขน ทำความสะอาด และตรวจสุขภาพสุนัข เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสุนัขมีสุขภาพกาย และสุขภาพทางใจที่ดี และท่านจะมีความสุขอย่างเต็มที่กับการเลี้ยงสุนัขของท่าน

วันอังคารที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

The birth of Google

จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้อยู่ที่ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) อีกหนึ่งสุดยอดแห่งมหาวิทยาลัยด้านไอที (จริงๆแล้ว Stanford ก็จัดว่าเป็นอันดับต้นๆของโลกในสาขาอื่นๆอีกมากมาย ด้วยเช่นกัน) มหาวิทยาลัยแห่งนี้ นอกจากจะเป็นต้นกำเนิดของสุดยอด 2 ไอเดียออนไลน์ระดับโลกอย่าง Yahoo! และ Google แล้ว มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นต้นกำเนิดของคอมพิวเตอร์ที่เราใช้ๆกันอยู่ด้วยซ้ำไป ที่นี่เป็นที่ที่ คุณ John von Neuman (จอห์น วอน นูแมน) คิดและประิดิษฐ์คอมพิวเตอร์ที่มีสถาปัตยกรรมที่เหมือนกับที่เราใช้อยู่นี่แหล่ะ เป็นคนแรกของโลก (แม้จะไม่ใช่คอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกก็ตาม – สับสนมั้ยครับ – คืออย่างงี้ครับ คอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกชื่อว่า ENIAC ซึ่งเป็นเครื่องที่มีความซับซ้อนสูง ต่อมาคุณ von Neuman ซึ่งก็ช่วยงานในการสร้างคอมพิวเตอร์ ENIAC อยู่ด้วย แกเสนอว่า เราน่าจะแยกส่วนของคอมพิวเตอร์ออกเป็น หน่วยประมวลผล หน่วยความจำ หน่วยรับเข้าและส่งข้อมูล ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่แตกต่างจากคอมพิวเตอร์เครื่องแรก และเป็นสถาปัตยกรรมที่เรายังใช้มาอยู่จนในปัจจุบัน หลายสถาบันก็เลยยกย่องให้ von Neuman เป็นบิดาของคอมพิวเตอร์เลยทีเดียว)
Sergey Brin
เรื่ิิองก็เริ่มตอนปิดเทอมภาคฤดูร้อนปี 1995 ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้แหละครับ ตอนนั้น Sergey Brin (เซอร์เก บริน) 1 ใน 2 ของผู้ก่อตั้ง กูเกิ้ล เป็นแค่นักเรียนปริญญาเอก ที่กำลังจะขึ้นปี 2 ของภาควิชา วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ (Computer Science) ธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่อาสาเข้ามาเป็นนักศึกษาช่วยงาน Open House

โดยปกติทุกๆปีในช่วงก่อนเปิดเทอมนี้ มหาวิทยาลัยต่างๆเค้าจะมีการเปิดบ้านต้อนรับผู้มาเยือน เราเรียกว่า Open House (ที่เมืองไทยก็เห็นมีบ้างแล้วหลายมหาวิทยาลัย) คือว่าใครที่สนใจที่จะเรียนในมหาิวิทยาลัยไหน คณะไหน ก็จะไปงาน Open House ของที่นั่น ที่จะมีคนมาคอยพาทัวร์ และแนะนำสถานที่ แนะนำคณะ แนะนำ Lab แนะนำครูอาจารย์ เป็นปกติเหมือนทุกๆปี แต่ปีนี้เองพระเอกคนที่สองของเรา คือคุณ Larry Page (ลาร์รี่ เพจ) ก็โผล่มาในงาน Open House ในปีนี้ หลังจากได้ดีกรี วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (Michigan
University
) มาหยกๆ
Larry Page
ทั้งสองเจอกันเพราะ Larry Page ไปอยู่ในกลุ่มทัวร์ ที่มี Sergey Brin เป็นหัวหน้ากลุ่มทัวร์พอดี

ดูท่าว่างานนี้ไม่ใช่รักแรกพบครับ เพราะระหว่างทางที่เดินทัวร์มหาวิทยาลัย และเมือง San Francisco อยู่ ทั้งสองคนนี้ก็มีเรื่องให้ถกเถียงกันได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะเรื่องของการจัดผังเมืองของ San Francisco (??!!??)

Page เล่าให้ฟังว่าตอนนั้นเค้าจำได้ว่า Sergey Brin เป็นคนที่มีความคิดที่ค่อนข้างจะติดยึด
เป็นคนที่ไม่ค่อยโสภาที่น่าจะอยู่ใกล้เท่าไหร่ ถ้าคิดว่าตัวเองถูกละก็จะเีถียงหัวชนฝา ซึ่งบังเอิญว่า ตัวเอง (Page) ก็เป็นคนแบบนั้น ส่วน Sergey ก็บอกว่าจริงๆแล้ว Larry ก็ออกจะแปลกๆอยู่เหมือนกันแหละ เถียงหัวชนฝา ไม่ค่อยยอมใคร (เอากันเข้าไป มิน่าหล่ะ เถียงกันได้ทั้งวัน)


เอาเป็นว่า ทั้งคู่ถกเถียงกันเรื่องต่างๆทั้งวันที่เดินทัวร์ แม้จะไม่ลงรอยด้วยดี แต่ทั้งคู่ก็จำกันได้ดีก่อนจะแยกจากกันในตอนเย็น (แหม! พล็อตยังกับหนังไทยเลยครับ พระเอกกับนางเอกเจอกันครั้งแรกจะต้องมีทะเลาะตบตี ต่างคนต่างบอกว่าเกลียด แต่ในใจคิดถึงอยู่)

อีก 2-3 เดือนถัดมา มหาวิทยาลัยก็เปิดเทอมครับ Page ก็เข้ามารายงานตัว และเลือก Prof. Terry Winograd ผู้เชี่ยวชาญด้านการโต้ตอบระหว่างคอมพิวเตอร์และมนุษย์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา และก็เริ่มมองหาหัวข้อวิทยานิพนธ์

พ่อของ Larry Page (ขณะนั้นเป็นอาจารย์ด้าน Computer Science อยู่ที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน) บอกว่า Thesis ปริญญาเอก จะเป็นเหมือนกรอบ ที่จะคอยกำหนดอนาคต ด้านวิชาการของเราไปทั้งชีวิต ก่อนจะตัดสินใจเลือกทำให้ไตร่ตรองให้ดี ทำให้ Page ใช้เวลาอยู่นานในการเลือกหัวข้อทำวิทยานิพนธ์ หลังจากลองนึกๆดูสิบกว่าเรื่อง สุดท้ายก็มาลงที่เรื่อง World Wide Web นี่เอง


และแล้วจุดเริ่มต้นของไอเดียเล็กๆ ก็กลายเป็นไอเดียที่เปลี่ยนโลกอินเตอร์เน็ตทั้งใบ จุดกำเนิดของยักษ์ใหญ่ในวงการซอฟท์แวร์อีกตน ก็เริ่มขึ้นที่นี่ …